วันพุธที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2564

เถรคาถา

[๑๔๖] สฺวาคตํ นาปคตํ นยิทํ ทุมฺมนฺติตํ มม 
ปวิภตฺเตสุ ธมฺเมสุ ยํ เสฏฺฐํ ตทุปาคมินฺติ ฯ
ปิลินฺทวจฺโฉ เถโร ฯ

             [๑๔๖] 	ได้ยินว่า ท่านพระปิลินทวัจฉเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้อย่างนี้ว่า การที่เรา
                          มาสู่สำนักของพระศาสดานี้ เป็นการมาดีแล้ว ไม่ไร้ประโยชน์ การที่
                          เราคิดไว้ว่าจักฟังธรรมในสำนักของพระผู้มีพระภาคแล้วจักบวช เป็น
                          ความคิดที่ไม่ไร้ประโยชน์ เพราะเมื่อพระผู้มีพระภาคทรงจำแนกธรรม
                          ทั้งหลายอยู่ เราได้บรรลุธรรมอันประเสริฐแล้ว.
[๑๕๓] ยถาปิ ภทฺโท อาชญฺโญ    นงฺคลาวตฺตนี สิขี
คจฺฉติ อปฺปกสิเรน          เอวํ รตฺตินฺทิวา มม
คจฺฉนฺติ อปฺปกสิเรน        สุเข ลทฺเธ นิรามิเสติ ฯ
เพลฏฺฐสีโส เถโร ฯ
             [๑๕๓] 	โคอาชาไนยผู้สามารถเทียมไถแล้ว ย่อมลากไถไปได้โดยไม่ลำบากฉันใด 
                        เมื่อเราได้ความสุขอันไม่เจือด้วยอามิส คืนและวันทั้งหลายย่อมผ่านพ้นเราไปโดยยาก ฉันนั้น.
[๑๗๐] ยถาปิ เอกปุตฺตสฺมึ   ปิยสฺมึ กุสลี สิยา
เอวํ สพฺเพสุ ปาเณสุ       สพฺพตฺถ กุสโล สิยาติ ฯ
โสปาโก เถโร
             [๑๗๐] 	บุคคลพึงมีเมตตาในคนเดียวผู้เป็นที่รัก ฉันใด ภิกษุพึงมีเมตตาในสัตว์
                          ทั้งปวงในที่ทุกสถาน ฉันนั้น.

วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559

คำสอนแห่งพระนิพพาน - 4

ต่อไปนี้จะเขียนไว้ เท่าที่พอจะรวบรวมได้เกี่ยวกับเอตทัคคะ ผู้ที่พระพุทธะกล่าวว่าเป็นเลิศในด้านหนึ่ง ถึงพระธรรมที่ท่านได้ฟังมา จนข้ามห้วงอวิชชาได้ ฉะนี้
 

- พระพาหิยะทารุจีริยะ ผู้เป็นเลิศด้านตรัสรู้เร็ว


พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพาหิยะ เพราะเหตุนั้นแล ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเห็น จักเป็นสักว่าเห็น เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟัง เมื่อทราบจักเป็นสักว่าทราบ เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง ดูกรพาหิยะ ท่านพึงศึกษาอย่างนี้แล 

ดูกรพาหิยะ ในกาลใดแล เมื่อท่านเห็นจักเป็นสักว่าเห็น เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟัง เมื่อ
ทราบจักเป็นสักว่าทราบ เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง ในกาลนั้น ท่านย่อมไม่มีในกาลใด ท่านไม่มีในกาลนั้น ท่านย่อมไม่มีในโลกนี้ ย่อมไม่มีในโลกหน้า ย่อมไม่มีในระหว่างโลกทั้งสอง นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ ฯ
 

ลำดับนั้นแล จิตของพาหิยทารุจีริยะ กุลบุตรหลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่นในขณะนั้นเอง



" ดิน น้ำ ไฟ และลม ย่อมไม่หยั่งลงในนิพพานธาตุใด
ในนิพพานธาตุนั้น ดาวทั้งหลายย่อมไม่สว่าง พระอาทิตย์ย่อมไม่ปรากฏ 
พระจันทร์ย่อมไม่สว่าง ความมืดย่อมไม่มี
ก็เมื่อใดพราหมณ์ชื่อว่าเป็นมุนีเพราะรู้ (สัจจะ ๔) รู้แล้วด้วยตน 
เมื่อนั้น พราหมณ์ย่อมหลุดพ้นจากรูปและอรูปจากสุขและทุกข์ ฯ "


- พาหิยสูตร



- พระราธะ ผู้เลิศด้านการทำให้เกิดปฏิภาณ(ในการแสดงธรรม)


ครั้งนั้นแล ท่านพระราธะได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า 

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดประทานพระวโรกาสทรงแสดงธรรมโดยย่อแก่ข้าพระองค์ ที่ข้าพระองค์ได้ฟังแล้ว จะพึงเป็นผู้ๆเดียว หลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาทมีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่เถิด.



พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรราธะ สิ่งใดแลเป็นมาร เธอพึงละความพอใจ ความกำหนัด ความกำหนัดด้วยสามารถความพอใจในสิ่งนั้นเสีย.
ดูกรราธะ ก็อะไรเล่าเป็นมาร? ดูกรราธะ รูปเป็นมาร เธอพึงละความพอใจ ความกำหนัด ความกำหนัดด้วยสามารถความพอใจในรูปนั้นเสีย. 

 
เวทนาเป็นมาร ... สัญญาเป็นมาร ... สังขารเป็นมาร ... วิญญาณเป็นมาร ...


- มารสูตร



- พระจูฬปันถกเถระ ผู้เลิศด้านชำนาญในมโนมยิทธิ


ฝ่ายพระจุลลปันถกมองดูพระอาทิตย์ นั่งลูบท่อนผ้าเก่านั้นว่า รโชหรณํ รโชหรณํ เมื่อพระจุลลปันถกนั้น ลูบท่อนผ้าเก่านั้นอยู่ ผ้าได้เศร้าหมองไป แต่นั้น พระจุลลปันถกจึงคิดว่า ท่อนผ้าเก่าผืนนั้นบริสุทธิ์อย่างยิ่ง แต่เพราะอาศัยอัตภาพนี้ จึงละปรกติ เกิดเศร้าหมองอย่างนี้ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ จึงเริ่มตั้งความสิ้นและความเสื่อม เจริญวิปัสสนา. 


พระศาสดาทรงทราบว่า จิตของจุลลปันถกขึ้นสู่วิปัสสนาแล้ว จึงตรัสว่า จุลลปันถก เธออย่ากระทำความสำคัญว่า ท่อนผ้าเก่านั่นเท่านั้น เป็นของเศร้าหมองย้อมด้วยฝุ่นธุลี แต่ธุลีคือราคะเป็นต้นเหล่านั้น มีอยู่ในภายใน เธอจงนำธุลีคือราคะเป็นต้นนั้นไปเสีย แล้วทรงเปล่งโอภาสเป็นผู้มีพระรูปโฉมปรากฏ เหมือนประทับนั่งอยู่เบื้องหน้า ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า


ราคะเรียกว่า ธุลี แต่ฝุ่นละอองไม่เรียกว่าธุลี คำว่า ธุลี นี้เป็นชื่อของราคะ ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นละธุลีนั้นได้แล้ว ย่อมอยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี.

โทสะเรียกว่าธุลี แต่ฝุ่นละอองไม่เรียกว่า ธุลี คำว่า ธุลี นี้เป็นชื่อของโทสะ ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นละธุลีนั้นได้แล้ว ย่อมอยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี.

โมหะเรียกว่า ธุลี แต่ฝุ่นละอองไม่เรียกว่า ธุลี คำว่า ธุลี นี้เป็นชื่อของโมหะ ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นละธุลีนั้นได้แล้ว ย่อมอยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี.

ในเวลาจบคาถา พระจุลลปันถกบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ปิฎกทั้งสามมาถึงแก่พระจุลลปันถกนั้น พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลายเทียว.
 


ได้ยินว่า ในกาลก่อน พระจุลลปันถกนั้นเป็นพระราชา กำลังทำประทักษิณพระนคร เมื่อพระเสโทไหลออกจากพระนลาต จึงเอาผ้าสาฎกบริสุทธิ์เช็ดพระนลาต ผ้าสาฎกได้เศร้าหมองไป พระราชานั้นทรงได้อนิจจสัญญา ความหมายว่าไม่เที่ยง ว่าผ้าสาฎกอันบริสุทธิ์เห็นปานนี้ ละปรกติเดิม เกิดเศร้าหมอง เพราะอาศัยร่างกายนี้ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ ด้วยเหตุนั้น ผ้าเป็นเครื่องนำธุลีออกไปเท่านั้น เกิดเป็นปัจจัยแก่พระจุลลปันถกนั้น. 


- อรรถกถาจุลลกเศรษฐีชาดก



- พระโมฆราชเถระ ผู้เลิศด้านยินดีในจีวรเศร้าหมอง


บุคคลผู้พิจารณาเห็นโลกอย่างไร มัจจุราชจึงจะไม่เห็น

พระบรมศาสดาตรัสพยากรณ์ว่า ท่านจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ พิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของว่างเปล่าเถิด จงถอนความตามเห็นว่าเป็นตัวตนเสียแล้ว พึงเป็นผู้ข้ามพ้นมัจจุราชได้ด้วยอาการอย่างนี้ ฯ



- ปารายนวรรคที่ ๕ วัตถุกถา โมฆราชปัญหาที่ ๑๕



ก็เป็นอันจบคำสอนแห่งพระนิพพาน ด้วยประการฉะนี้แล
 

คำสอนแห่งพระนิพพาน - อวิชชา

ลำดับต่อไปจะแสดง ถึงแหล่งอวิชชาและวิชชาตามพระสูตร ความว่า


ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า อวิชชา อวิชชาดังนี้ อวิชชาเป็นไฉนหนอแล และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอวิชชาด้วยเหตุเพียงเท่าไร?

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรภิกษุ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้วในโลกนี้
ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า รูปมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า รูปมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า รูปมีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งเวทนา ...
ย่อมไม่รู้ชัดตาม ความเป็นจริงซึ่งสัญญา ...
ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งสังขาร ...
ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งวิญญาณ ...



- อวิชชาวรรค สมุทยธัมมสูตร



ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลเมื่อรู้อย่างไร เห็นอย่างไร จึงจะละอวิชชาได้ วิชาจึงจะเกิดขึ้น

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งจักษุ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละอวิชชาได้ วิชาจึงจะเกิดขึ้น

บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ ซึ่งหู จมูก ลิ้น กาย  ... ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละอวิชชาได้ วิชาจึงจะเกิด [อวิชชา ย่อมละได้ด้วยสามารถแห่งอนิจจลักขณะและอนัตตลักขณะนั่นเอง]

ดูกรภิกษุ บุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงจะละอวิชชาได้ วิชาจึงจะเกิด ฯ



- อวิชชาสูตร
- แม้ใน ปหานสูตร ก็มีใจความเดียวกัน
[- อรรถกถาปฐมอวิชชาปหานสูตร]


คำสอนแห่งพระนิพพาน - สรุป (ไตรลักษณ์)

บัดนี้รวมอริยบุคคลได้พันเศษ เหตุที่รวบรวมคำสอนกาลนี้ไว้ เพราะไม่ใคร่มีแหล่งพระธรรม บอกนำไปสู่ความหลุดพ้น ของเสขบุคคลต้นสมัย เมื่อได้ทราบแล้วตรองดูเถิด จะเกิดความเข้าใจดังนี้ว่า ธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ ไม่พ้นไปจากไตรลักษณ์เลย ฉะนี้


ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิโมกข์ [พ้นจากกิเลส] ๓ ประการนี้ ๓ ประการเป็นไฉน
คือ สุญญตวิโมกข์ ๑ อนิมิตตวิโมกข์ ๑ อัปปณิหิตวิโมกข์ ๑ ฯ



...

ก็วิโมกข์อันเป็นประธาน ๓ นี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความนำออกไปจากโลก [นิพพาน]
ด้วยความที่จิตแล่นไปในอนิมิตตธาตุ โดยความพิจารณาเห็นสรรพสังขาร โดยความหมุนเวียนไปตามกำหนด [พิจารณาด้วยอนิจจัง] ด้วยความที่จิตแล่นไปในอัปปณิหิตธาตุ โดยความองอาจแห่งใจในสรรพสังขาร [พิจารณาด้วยทุกขัง] และด้วยความที่จิตแล่นไปในสุญญตาธาตุ โดยความพิจารณาเห็นธรรมทั้งปวงโดยแปรเป็นอย่างอื่น [พิจารณาด้วยอนัตตา]

...


มัคคญาณคือปัญญาทำลายกิเลส ให้เป็นสมุทเฉทปหาร ถึงพระนิพพานด้วย1ใน3ลักษณาการนี้


เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สังขารย่อมปรากฏโดยความสิ้นไป
จิตมากด้วยความน้อมไป ย่อมได้สัทธินทรีย์ ย่อมพ้นด้วยอนิมิตตวิโมกข์



เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สังขารย่อมปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว 
จิตมากด้วยความสงบ ย่อมได้สมาธินทรีย์ ย่อมพ้นด้วยอัปปณิหิตวิโมกข์ 



เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา สังขารย่อมปรากฏโดยความเป็นของสูญ
จิตมากด้วยความรู้ ย่อมได้ปัญญินทรีย์ ย่อมพ้นด้วยสุญญตวิโมกข์


 - วิโมกขกถา
[ - อรรถกถาวิโมกขุเทศ ]

พระไตรปิฎกกับบาลี - เย ธัมมา ฯ



เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา
เตสํ เหตํ ตถาคโต
เตสญฺจ โย นิโรโธ จ
เอวํ วาที มหาสมโณ ฯ

ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ 
พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น 
และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น 
พระมหาสมณะมีปกติทรงสั่งสอนอย่างนี้.


เย ไวยากรณ์จะเข้าคู่กับ เตสัง แปลว่า อันใด...อันนั้น

เย ธัมมา = ธรรมอันใด
ปภวา = ต้นเค้า แหล่ง
เหตุ สมาสกับ ปภวา ได้ เหตุปฺปภวา = เกิดแต่เหตุ

เหตุง = เหตุ 
เตสัง เหตุง = เหตุอันนั้น
ตถาคโต = พระตถาคต

เตสัง ธรรมานัง = แห่งธรรมทั้งหลาย เหล่านั้นด้วย
โย นิโรโธ = ความดับใด
จ = ด้วย
อาห = ตรัส

มหาสมโณ = อันว่าพระมหาสมณะ
วาที = เป็นผู้มีปกติกล่าว
เอวัง = อย่างนี้